วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

เชียงคาน-ท่าลี่ เรียบริมโขง แม่น้ำเหือง ชายแดนไทยลาว ที่ภูครกงิ้วกำลังสร้างSky Walk

ทริปเชียงคาน-ท่าลี่- 

จากบทเพลง คิดฮอดเชียงคาน ที่ถ่ายทอดถึงวิถีชีวิตชาวเชียงคานที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังคงอนุรักษ์สภาพบ้านเมืองเก่าๆ เอาไว้ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามวิถีวัตถุนิยม บ่งบอกถึงความเรียบง่าย ความมีน้ำใจของชาวเชียงคาน ที่กระตุ้นความอยากไปเยือน แม้จะเคยผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ยังอยากจะไปเยือนอีกไม่รู้ลืม คิดฮอดเชียงคาน
มาเมืองเชียงคาน เมื่อลมหนาวผ่านพลิ้วลูบลำโขง ทิวเขาฝั่งยาวเกี่ยวโค้ง คลอเมฆโก่งปานคิ้วคนงาม คล้ายผ้าทอมือ อยู่เฮือนไม้เก่าข้างข้างฝั่งน้ำ ฟ้าหลัวตัวเมืองพลบค่ำ ปานร่วงสุกงามในแสงนีออน มาแล้วฮักเลย แค่เพียงได้เคยพานพบสบตา อยากให้บุญวาสนา 
ผูกสองหัวใจได้เป็นคู่ซ้อน สาวเลยใจดำ เคยได้ยินคำพร่ำและเว้าวอน หากหัวใจอ้ายแน่นอน สิดำอยู่บ่ หัวใจสาวเลย เก็บเมืองเชียงคาน เอาไว้คิดฮอดในยามเหงา เก็บภาพผู้สาว เอาไว้ให้ใจ ไถ่ถามเอื้อนเอ่ย มาฮอดเชียงคาน บ่อยากผ่านเลยเหมือนชื่อเมืองเลย 
อยากฝากชีวิตเป็นเขย สร้างฝันกับนางข้างลำโขงไกลฯลฯ

การเดินทางมาถึงเชียงคานยามบ่าย ภาระกิจแรก ก็ไม่ลืม ไปไหว้พระทำบุญที่วัดท่าแขกหลวงปู่ชอบ

  
ถนนเรียบริมโขงสำหรับ คนเดินและจักรยาน



สภาพบ้านพักที่ยังคงอนุรักษ์รักษาภาพเก่าๆเอาไว้




ที่เชียงคานสถานที่คับแคบ ใครที่จะพักในตัวเมืองต้องจอดฝากรถไว้ที่วัดศรีคูณเมือง จากคำบอกเล่าของชาวเชียงคาน "ที่นี่ปลอดภัย ไม่มีโจรผู้ร้าย"



ก่อนเข้าที่พักก็ไม่ลืม ทำบุญไหว้พระ


บ้านอุ่นรัก มันบ่งบอกควาหมายหลายๆอย่างในตัวของมัน เห็นแล้วอุ่นรักนะ สำหรับคนมีรัก

แอบเก็บภาพสาวๆ เช่าจักรยานเที่ยวเชียงคาน


ฝากรักสาวเชียงคาน
1 คืน ที่บ้านพักริมโขง มีห้องพักว่างพอดี 800 บาท/คืน แถมกาแฟเช้าๆ 1 แก้ว


ก่อนพลบค่ำเตร่ๆ ดูร้านค้าเริ่มนำสินค้าออกมาวางขายตามถนนคนเดินใกล้เฮือนพัก


บ้านพักช่วงหลังฤดูกาลท่องเที่ยวพอมีที่ว่าง ราคา 600-1000 บาท

ใครไม่อยากเดินก็มีจักรยานเช่าครับ

กล้วยปิ้ง มันเผา นึกถึงสภาพเก่าๆในอดีตที่ยังรักษาเอาไว้ที่เชียงคาน

ข้าวจี่ครับ

พอค่ำ ผู้คนเริ่มออกมาเดินชม ซื้อ ช็อป บนถนนคนเดิน อิจฉานะ สำหรับคนมีคู่


 




อาหารเย็นมื้อนี้แวะร้านข้าวเปียกร้อนๆ ไข่กะทะ รูปแบบของเวียดก่อนเข้านอน

เด็กๆบ้านรักดนตรีออกมาแสดงดนตรีเปิดหมวกหารายได้





คุณป้าใจดี เจ้าของเฮือนพักกุลีกุจอหาข้าวของมาให้ใส่บาตรพระเช้ามืด 

เตรียมข้าวใส่บาตร
เตรียมข้าวเหนียว ขนม ไว้ใส่บาตร ก็อดนึกถึงภาพบรรยากาศเมืองหลวงพระบาง ชุดใส่บาตรก็หาไม่ยากมีแม่ค้าจัดเป็นชุดไว้ขายให้ใส่บาตร ชุดละ 60 บาท


ใส่บาตรพระยามเช้า หน้าเฮือนพัก เช้าๆ นี่คือวิถีชีวิตชาวเชียงคาน
ถนนสายเรียบริมโขงยามเช้า




หลังกาแฟ 1 แก้ว ออกเดินทางจากเชียงคานตามเส้นทางเรียบชายแดนไทย ลาว เชียงคาน ท่าลี่ ช่วงเรียบริมโขง แปดโมงเช้าหมอกยังไม่จางหาย 




ไม่มีเพื่อนก็แค่เหงาใส่ใจไปทำไม่ หลายคนหลายเรื่องราว


  ฝั่งซ้ายไทย ขวา แม่น้ำโขง ลาว

เป้าหมายที่ยอดภูคกงิ้ว

ขึ้นภูคกงิ้ว ไหว้พระใหญ่และสารีริกธาตุ (กำลังจะสร้าง Sky Walkด้วยงบ 30 ล้าน)


ช่วงที่แม่น้ำโขงออกจากลาวเข้าไทย หลังจากวกจากไทยที่เชียงราย

แม่น้ำโขงที่ไหลออกจากลาว สองฝั่งแม่น้ำโขง คือ ลาว มองจากภูคกงิ้ว


แม่น้ำสายเล็กๆที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง คือ แม่น้ำเหือง ชายแดนไทยลาว ภาพบนภูคกงิ้ว จากจุดนี้ไปก็จะขึ้นไปต้นน้ำจนถึงชายแดนไทยลาวแม่น้ำเหืองท่าลี่ ที่สามารถข้ามไปไชยะบุรีและหลวงพระบาง (ใครที่ต้องการไปเที่ยวหลวงพระบางออกเส้นทางนี้ได้ มีรถทัวร์จาก บขส.เลย ไปหลวงพระบาง รถออกแปดโมงเช้า ไม่ต้องไปขึ้นรถที่อุดรธาธี หรือหนองคายก็ได้ คนละเส้นทาง ค่ารถทัวร์ 700 บาท)



 เรื่อยๆ บนถนนสายเรียบชายแดนแม่น้ำเหือง ขวามือคือลาว

เส้นทางสวยมากๆ ขึ้น ลง เขา สองข้างทางเป็นสวนยางพารา และมันสำปะหลัง



บางช่วงถนนที่กำลังซ่อมบำรุงเทดิน หิน เตรียมลาดยางอยู่สองช่วง รวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร 
ถนนก็คงเหมือนชีวิตคน มีสุข มีทุกข์ปะปนกัน ผ่านมาแล้วก็พร้อมและทำใจที่จะเผชิญ

ถนนช่วงนี้ลำบากหน่อย แต่ต้องทำใจ


ซ่อมบำรุงช่วงที่สอง

เส้นทางสายนี้เงียบหน่อย ถ้ามีเพื่อนคุยคงจะดี แต่ชีวิตนี้พอแล้ว
ไม่รีบร้อนก็ชมทิวทัศน์สองข้างทาง ขึ้น ลง เขา สวยมาก




ถึงแล้วท่าลี่ ชายแดนไทย ลาว กับการเดินทางหกสิบสองกิโลเมตร

แวะแก่งโตนที่พักผ่อนของท่าลี่ ที่นี่มาร้านอาหาร กุ้ง ปลา ส้มตำ ขาย


เมื่อคืนฝนตก แก่งโตนแม่น้ำเหืองก็เลยเป็นสีเหลือง ส่วนฝั่งตรงข้ามคือลาว


ก่อนเข้าตัวเมืองท่าลี่ แวะวัดลาดปู่ทรงธรรม ไหว้พระธาตุสัจจะทำบุญตามกำลังทรัพย์ที่มี


แวะเคาะโปงใหญ่









ไหว้พระธาตุสัจจะขอยึดธรรมมะ สัจจะเป็นที่ตั้ง


ลั่นฆ้อง โปง ระฆังใหญ่วัดลาดปู่ทรงธรรม สักการะพระธาตุสัจจะเสร็จ ก่อนเข้าเมืองเลย
เป้าหมายต่อไปแวะด่านชายแดนไทยลาวแม่น้ำเหือง
ขัวมิดตะพาบน้ำเหือง 
ข้ามไปไชยะบุลี 229 หลัก ค่ารถ 500 บาท และหลวงพระบาง 363 หลัก ค่ารถ 700 บาท

ท่าลี่ เมืองแก่นท้าว แขวงไชยะบุรี



ข้ามด่านชายแดนไทย ลาว สำหรับใครที่จะไปซื้อสินค้าปลอดภาษี


จากชายแดนท่าลี่ ตรงเข้าเมืองเลย 
ก่อนเข้าเมืองเลยแวะไหว้หลวงปู่คำดี ไหว้พระทำบุญวัดถ้ำผาปู่
















ไหว้หลวงปู่ขาว อนาลโย

หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล
ช่วงเวลาสั้นๆ ได้เดินทางไปไหว้หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู
หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นพระภิกษุ คณะธรรมยุติกนิกาย ท่านได้รับความเคารพนับถือจากพุทธศาสนิกชนในฐานะพระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสายของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ชาติกำภูมิ
หลวงปู่ขาว อนาลโย นามเดิมชื่อ ขาว โคระถา เกิดวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2431 ปีชวด ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันขึ้นกับตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ) บิดาชื่อ พั่ว โคระถา มารดาชื่อ รอด โคระถา มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 7 คน ท่านเป็นคนที่ 4 ทำอาชีพหลักของครอบครัว คือ ทำนาและค้าขาย ต่อมาท่านได้สมรสกับนางมี โคระถา เมื่อ พ.ศ. 2452ขณะอายุได้ 20 ปี มีบุตรด้วยกัน 3 คน ใช้ชีวิตคู่ได้ 11 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นอกจากหลวงปู่ขาวแล้วยังมีผลผลิตทางธรรมจากบ้านบ่อชะเนงและเป็นญาติกับหลวงปู่ขาว อีก ๒ รูป คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เจ้าอาวาสวัดวัดสัมพันธวงศาราม พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร กรุงเทพมหานคร และพระราชปรีชาญาณมุนี (หลอม มหาวิริโย ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดบ่อชะเนง และเจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ



อุปสมบท

หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 ที่วัดโพธิ์ศรี (ปัจจุบันคือวัดบ่อชะเนง) บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ สังกัดคณะมหานิกาย มีท่านพระครูพุฒิศักดิ์ฯ เจ้าคณะอำเภออำนาจเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระอาจารย์บุญจันทร์ฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และจำพรรษาที่วัดโพธิ์ศรี 6 พรรษา
ต่อมาหลวงปู่ขาวเกิดความศรัทธาในปฏิปทาของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จึงได้ญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุติกนิกายเมื่อ พ.ศ. 2468 ขณะมีอายุได้ 37 ปี ณ พัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี มีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นประธานพิธี พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระชิโนวาทธำรง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์บุญ ปญฺญาวุฑโฒ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ 

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

หลังกระทำญัตติกรรมเข้าคณะธรรมยุติกานิกายแล้ว ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีเป็นเวลา 8 ปี จากนั้นได้เดินธุดงค์ตาม ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ต่างๆ ท่านออกเดินทางทุกปี และได้สมบุกสมบันไปแทบทุกภาคของประเทศ นอกจากนี้ ท่านยังได้เคยเดินธุดงค์ร่วมกับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นเวลารวมกันหลายปีอีกด้วย
ท่านได้สร้างบารมีอยู่ในป่าเขาเป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลาย เช่น สิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมาตามความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่น นึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนานไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆ ช้างก็จะมาหาจริงๆ และ เดินตรงมายังกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ท่านทราบว่าเขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป เวลาที่ท่านนึกถึงเสือ ก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวันตกกลางคืนเสือก็มาเพ่นพ่านภายในวัดบริเวณที่ท่านพักอยู่
คุณหมออวย เกตุสิงห์ เขียนไว้ในประวัติอาพาธ ซึ่งเป็นภาคผนวกของหนังสือ อนาลโยวาท ว่า เวลาท่านไม่สบายอยู่ในป่าเขา มักจะไม่ใช้หยูกยาอะไรเลย จะใช้แต่ธรรมโอสถ ซึ่งได้ผลทั้งทางร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน ท่านเคยระงับไข้ด้วยวิธีภาวนามาหลายครั้ง จนเป็นที่มั่นใจต่อการพิจารณาเวลาไม่สบาย
ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว เล่าถึง หลวงปู่ขาว ในหนังสือ "ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต" ว่าหลวงปู่ขาว ได้บรรลุธรรมชั้นสุดยอดในราวพรรษาที่ 16-17 ในสถานที่ซึ่งมีนามว่าโหล่งขอด แห่งอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้เขียนเล่าไว้ว่า "เย็นวันหนึ่ง เมื่อปัดกวาดเสร็จ หลวงปู่ขาว ออกจากที่พักไปสรงน้ำ ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขา กำลังสุกเหลืองอร่าม ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาในขณะนั้นว่า ข้าวมันงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็น่าจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้น ถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลสอวิชชา ตัณหาอุปาทาน ท่านคิดทบทวนไปมา โดยถืออวิชชาเป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลัง อนุโลมปฏิโลมด้วยความสนใจอยากรู้ตัวจริงแห่งอวิชชา นับแต่หัวค่ำจนดึกไม่ลดละการพิจารณาระหว่าง อวิชชา กับ ใจ จวนสว่างจึงตัดสินใจกันลงได้ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจไม่มีอะไรเหลือ การพิจารณาข้าว ก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิต ก็มาหยุดกันที่ อวิชชาดับ กลายเป็นจิตสุกขึ้นมา เช่นเดียวกับ ข้าวสุก จิตหมดการก่อกำเนิดเกิดในภพต่างๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่เหลือให้ชมอย่างสมใจ คือ ความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วน ๆ ในกระท่อมกลางเขา มีชาวป่าเป็นอุปัฏฐากดูแล ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวัฏฏ์ไปได้ แล้วเกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียวตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นสู่ธรรมอัศจรรย์ถึงวิมุตติหลุดพ้นในเวลาเดียว กันกับพระอาทิตย์อุทัย ช่างเป็นฤกษ์งามยามวิเศษเสียจริง
ท่านได้ธุดงค์จาริกไปตามถิ่นต่าง ๆ จนในที่สุดก็มาพำนักจำพรรษาอยู่ที่ วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อ พ.ศ. 2501 จวบจนมรณภาพ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมพ.ศ. 2526

มรณภาพ

จากหนังสือ อนาลโยวาท ว่า ท่านทุพพลภาพอยู่ถึง 9 ปี แต่สุขภาพจิตยังดีมีนิสัยรื่นเริงติดตลกในระยะสามปีสุดท้าย นัยน์ตาของท่านมืดสนิทเพราะต้อแก้วตา หรือ ต้อกระจก หูก็ตึงมาก เพราะหินปูนจับกระดูก แต่ท่านก็มิได้เดือดร้อนใจ และสามารถบอกกำหนดอายุขัยของตนเองได้ว่า จะมรณภาพอายุ 96 ปี ซึ่งก็เป็นจริงดังที่ท่านได้กล่าวไว้
หลวงปู่ขาวมรณภาพในวันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2526 อายุ 95 ปี 64 พรรษา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอดตั้งบำเพ็ญพระราชกุศล 7 วัน พระราชทานโกศโถฉัตรเบญจาตั้งประดับ และพระราชทานเพลิงศพวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2527 ในวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น ปรากฏว่า วัดถ้ำกลองเพล ซึ่งมีอาณาบริเวณหลายพันไร่กลับคับแคบไปถนัดใจ ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาถวายสักการะสรีระร่างของท่านนับเป็น จำนวนแสนคน นับเป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศทีเดียว


ธรรมโอวาท

พระธรรมเทศนาของท่าน ที่ได้เทศน์โปรดพระเณรและญาติโยม ณ บ้านบ่อชะเนง (บ้านเกิดของท่าน)
"คนเกิดมาไม่เหมือนกัน เพราะมีความประพฤติที่ต่างกัน ผู้ที่เขาประพฤติดี รักษาศีลมีการให้ทาน มีการสดับรับฟังพระธรรม เขาจึงมีปัญญาดี มีการศึกษาเล่าเรียนดี การจำแนกสัตว์ให้ดีให้ชั่วต่าง ๆ กัน มันเป็นเพราะกรรม ถ้ามันยังทำกรรมอยู่ ก็ต้องได้รับผลกรรมทั้งกรรมดีกรรมชั่ว มันต้องได้รับผลตอบแทน เหตุนี้ เราจึงควรทำกุศล รักษาศีลให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ แล้วทำสมาธิจะมีความสงบสงัด จิตรวมลงได้ง่าย เพราะมันเย็น มันราบรื่นดี ไม่มีลุ่มไม่มีดอน จงพากันทำไป ในอิริยาบถทั้งสี่ นั่ง นอน ยืน เดิน อะไรก็ได้ แล้วแต่ความถนัด แล้วแต่จริต อันใดมันสะดวกสบายใจ หายใจดี ไม่ขัดข้องฝืดเคือง อันนั้นควรเอาเป็นอารมณ์ของใจ
พุทโธ พุทโธ หมายความว่า ให้ใจยึดเอาพุทโธเป็นอารมณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้จิตออกไปสู่อารมณ์ภายนอก เพราะอารมณ์ภายนอกมันชอบไปจดจ่ออยู่กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความถูกต้องทางกาย หากทุกสิ่งทุกอย่างมันไปจดจ่ออยู่ที่นั่น จิตมันจะไม่รวมลง นี่แหละ เรียกว่า มาร คือ ไม่มีสติ อย่าให้จิตไปจดจ่ออย่างนั้น ให้มาอยู่กับผู้รู้ ให้น้อมเอา พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอารมณ์ จะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ให้มีความเพียร ผู้ที่ภาวนาจิตสงบลงชั่วช้างพับหู งูแลบลิ้น ชั่วไก่กินน้ำ นี่ อานิสงส์อักโข ให้ตั้งใจทำไป
การที่จิตรวมลงไปบางครั้ง มี 3 ขั้นสมาธิ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ หากรวมลง ขณิกสมาธิ เราบริกรรมไป พุทโธ หรืออะไรก็ตาม จิตสงบไปสบายไปสักหน่อย มันก็ถอนขี้นมา ก็คิดไปอารมณ์เก่าของมันนี่ ส่วนหากรวมลงไปเป็น อุปจารสมาธิ ก็นานหน่อยกว่าจะถอนขึ้นไปสู่อารมณ์อีกให้ภาวนาไป อย่าหยุดอย่าหย่อน ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องไปนึกคาดหวังอะไร อย่าให้มีความอยาก เพราะมันเป็นตัณหา ตัวขวางกั้นไม่ให้จิตรวม ไม่ต้องไปกำกับว่า อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ การอยากให้จิตรวมลง เหล่านี้แหละ เป็นนิวรณ์ตัวร้าย ให้ปฏิบัติความเพียรไม่หยุดหย่อน เอาเนื้อและเลือด ตลอดจนชีวิตถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ เราจะเอาชีวิตจิตใจ ถวายบูชาพระรัตนตรัย ตลอดจนวันตาย นี่ก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทา แล้วจิตจะรวมลงอย่างไร เมื่อไร ก็จะเป็นไปเองเมื่อใจเป็นกลาง ปล่อยวาง สงบถูกส่วน"


ปัจฉิมบท

ท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ได้พรรณนาถึงเมตตาธรรม และ ตปธรรม ของ หลวงปู่ขาว ไว้ในหนังสือ ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีข้อความตอนหนึ่งว่า
"ท่านอาจารย์องค์นี้มีความเด็ดเดี่ยวมาก การนั่งภาวนาตลอดสว่างท่านทำได้สบายมาก ถ้าไม่เป็นผู้มีใจกล้าหาญกัดเหล็กกัดเพชรจริง ๆ จะทำไม่ได้ จึงขอชมเชยอนุโมทนากับท่านอย่างถึงใจ เพราะเป็นที่แน่ใจในองค์ท่านร้อยเปอร์เซนต์ว่า เป็นผู้สิ้นภพสิ้นชาติอย่างประจักษ์ใจ ทั้งที่ยังครองขันธ์อยู่"
ในบทความภาคผนวกตอนหนึ่งของหนังสือ อนาลโยวาท ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งหนึ่งว่า "วันหนึ่ง มีชายแปลกหน้าวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่ง ปรากฏกายขึ้นที่วัด ขอเข้านมัสการท่านอาจารย์ พอได้พบก็ตรงเข้าไปกราบถึงที่เท้า แล้วเอ่ยปากขอบพระคุณที่ท่านช่วยเขาให้พ้นจากโทษมหันต์ พร้อมเล่าว่า เขาเป็นทหารไปรบที่ประเทศลาวเป็นเวลานาน พอกลับมาบ้าน ก็ได้รู้ว่าภรรยานอกใจ จึงโกรธแค้น เตรียมปืนจะไปยิงทิ้งทั้งคู่ แต่ยังไม่ทันได้กระทำเช่นนั้น เพราะกินเหล้าเมา แล้วหลับฝันไปว่า มีพระแก่องค์หนึ่งมาขอบิณฑบาตความอาฆาตโกรธแค้น และเทศน์ให้ฟังถึงบาปกรรมของการฆ่า จนเขายอมยกโทษ ให้อภัย ละความพยาบาท ได้ถามในฝัน ได้ความว่า พระภิกษุองค์นั้น ชื่อ ขาว มาแต่เมืองอุดรฯ พอตื่นขี้นจึงออกเดินทางมาเสาะหาท่าน จนได้พบที่วัด เช่นนี้" หลวงปู่ขาว ท่านกล่าวอนุโมทนา แล้วอบรมต่อไปให้เข้าใจหลักธรรม ตลอดจนผลของการงดเว้นจากการฆ่า ทำให้ชายผู้นั้นซาบซึ้งในรสพระธรรม จนตัดสินใจที่จะอุปสมบทต่อไป เรื่องนี้ เป็นหลักฐานว่า ความเมตตาของท่านเปี่ยมล้น และครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวางเพียงใด
อนุสรณ์สถานที่ถือว่าสำคัญที่สุดของ หลวงปู่ขาว ก็คือ วัดถ้ำกลองเพล อันเป็นสถานที่ท่านพำนักจำพรรษามาตั้งแต่ พ.ศ. 2501 จนกระทั่งมรณภาพ เมื่อ พ.ศ. 2526 ท่านดูแลบริเวณวัดซึ่งมีเนื้อที่กว่าพันไร่ ให้เป็นป่าร่มรื่นบนลากสันเขา มีโขดหินขนาดใหญ่มากมาย เป็นเพิงผาธรรมชาติที่งดงาม ด้านหลังเป็นอ่างเก็บน้ำ ชื่อ อ่างอาราม ซึ่งเป็นโครงการชลประทานพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ จุดเด่นของ วัดถ้ำกลองเพล คือ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ พ.ศ. 2531 เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะสวยงามควรแก่การศึกษาและเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง "ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ"

อ้างอิง

 ฉลองอายุวัฒนมงคล ๙๐ ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถระ), [[1]]
กระโดดขึ้น ๓ พี่น้องแห่งบ้านบ่อชะเนงผู้เจริญในธรรม, [[2]]
หนังสือสวดมนต์ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
http://th.wikipedia.org/wiki/หลวงปู่ขาว_อนาลโย


ผาหินงาม คุนหมิงเมืองเลย

ผาหินงาม คุนหมิงเมืองเลย
ทริปสั้นๆ ที่ผาหินงาม อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย สถานที่ท่องเที่ยวของขุนเขา ผาหินงาม หรือที่ผู้คนขนานนามกันว่า คุนหมิงเมืองไทย หรือ คุนหมิงเมืองเลย 
สำหรับใครที่มีเวลาสั้นๆ กับการเดินทางลองไปชมความมหัศจรรย์ของแนวหินนี้ได้ไม่ผิดหวัง 

ที่จอดรถฟรี และมีรถไถนาดัดแปลงต่อตัวถังพานักท่องเที่ยวเข้าชมผาหินงาม ซึ่งการบริหารจัดการอยู่ภายใต้การควบคุมของ อบต. ครับ ค่าเข้าชมคณะ 100 บาท ผมไปคนเดียวก็ 100 บาท ค่านั่งรถเที่ยวชมไปและกลับคนละ 20 บาท แถมมีไกด์เด็กๆ นักเรียนนักศึกษาในท้องถิ่น ที่หารายได้ระหว่างเรียน ค่าทริปก็ตามสะดวกครับ

ระหว่างนั่งรถเข้าชมผาหินงาม





เส้นทางศึกษาธรรมชาติผาหินงาม










คุนหมิงเมืองไทย ที่มีลักษณะคล้ายคุนหมิงเมืองจีน จากจุดชมวิว 





เส้นทางก็ชมวิวทิวทัศน์สวยงามเพลินๆ หรือใครมีเวลาก็อาจเลยขึ้นเขาไปต่อชม ฟุจิ เมืองไทย หรือภาพภูหอสวยงามได้อีก ซึ่งภูหอมีลักษณะคล้ายฟูจิที่ญี่ปุ่น หรือขับรถเลยเข้าไปอีก 2 กิโลเมตรชมน้ำตกเพียงดิน มีน้ำตลอดตลอดปีเพราะเป็นน้ำผุดจากพื้นดินธรรมชาติ เนื่องจากอยู่บนเขาไหลรินลงมา ก็เลยเรียกว่าน้ำตกเพียงดิน หรือใครหาสถานที่พักผ่อนไม่ได้ก็มีที่พักค้างคืนได้